คุณสมบัติของผู้ประกอบการ มีอะไรบ้าง และมีกี่ประเภท

คุณสมบัติของผู้ประกอบการ

ผู้ประกอบการ หรือ Entrepreneur (อ่านว่า อองเทอเพอเนอ) ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในโลกธุรกิจ ที่จะทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับประเทศได้ ซึ่งผู้ประกอบการหลาย ๆ คนที่ประสบความสำเร็จ นอกจากจะมีเงินทุนและไอเดียแล้ว ยังมีคุณสมบัติของผู้ประกอบการ และมีวิสัยทัศน์แตกต่างจากคนทั่วไปอีกด้วย แล้วคุณสมบัติผู้ประกอบการ มีอะไรบ้าง มีกี่ประเภท ThaiSharp จะมาสรุปให้อ่านกัน

ผู้ประกอบการ มีหน้าที่อะไร?

หากถามว่า ผู้ประกอบการ มีหน้าที่อะไร ต้องบอกว่าหน้าที่ของผู้ประกอบการ คือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ซึ่งต้องมีวิสัยทัศน์ของผู้นำ มีการตัดสินใจที่เฉียบขาด และสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมได้ นอกจากนี้ ยังต้องคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจได้ด้วย

คุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ดี มีอะไรบ้าง?

1. มีวิสัยทัศน์ (Visionary)

คุณสมบัติผู้ประกอบการ ข้อแรกคือต้องเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มองเห็นโอกาสและแนวโน้มของตลาดในอนาคต สามารถวิเคราะห์ปัญหาและคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงได้ และการมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นยังไม่เห็นนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนจะช่วยกำหนดทิศทางธุรกิจและสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมงานได้ เพราะหากผู้นำมองไม่เห็นปลายทาง ก็เป็นไปได้ยากที่คนในองค์กรจะเดินไปในทิศทางเดียวกัน

2. กล้าเสี่ยงอย่างมีการวางแผน (Calculated Risk-taking)

ธุรกิจย่อมมีความเสี่ยง แต่ผู้ประกอบการ ต้องสามารถประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ ไม่ใช้อารมณ์หรือความรู้สึกในการตัดสินใจ แต่ต้องคิดวิเคราะห์ หรือคำนวณมาอย่างถ้วนถี่แล้วว่าสามารถจัดการได้ โดยอ้างอิงจากข้อมูลดิบ ตัวเลขสถิติ และการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในธุรกิจ ซึ่งสิ่งนี้เป็นเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างนักพนันที่พึ่งโชคชะตา กับนักธุรกิจที่เดินเกมด้วยยุทธศาสตร์และมีแผนสำรองเตรียมไว้เสมอ

3. มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)

ความคิดสร้างสรรค์ ถือเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติของผู้ประกอบการ ที่จะช่วยให้ธุรกิจแตกต่างจากคู่แข่งได้ โดยเฉพาะในยุคที่มีการแข่งขันสูง และมีสินค้าและบริการที่มองไปทางไหนก็เหมือนกันไปหมดเช่นกัน หากแบรนด์ไม่มีสิ่งแปลกใหม่ ก็เหมือนนับถอยหลังรอวันโดนกลืนหายไปจากตลาดช้าๆ ซึ่งการคิดนอกกรอบ การหมั่นคิดค้นผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงการหาวิธีการทำงานใหม่ ๆ เป็นประจำ จะช่วยให้ธุรกิจของคุณมีความสดใหม่และน่าสนใจอยู่เสมอ และไอเดียเหล่านี้เองจะกลายมาเป็นคุณค่าที่คู่แข่งในตลาดลอกเลียนแบบได้ยาก

4. ความเป็นผู้นำ (Leadership)

อีกหนึ่งคุณสมบัติของผู้ประกอบการ คือความเป็นผู้นำ เพราะการที่จะนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จได้ ต้องอาศัยภาวะผู้นำ ทั้งการสื่อสารที่ชัดเจน การสร้างแรงจูงใจ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และการบริหารทีมให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ที่สำคัญผู้นำที่ดีไม่ใช่แค่คนออกคำสั่ง แต่ต้องเป็นคนที่พร้อมรับผิดชอบเวลาเกิดความผิดพลาด และพร้อมแชร์ความสำเร็จร่วมกับทีมงานเมื่อบรรลุเป้าหมาย

5. ความมุ่งมั่นและความอดทน (Perseverance & Commitment)

และคุณสมบัติเด่นที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ประกอบการ ก็คือความมุ่งมั่นและความอดทน แน่นอนว่าบนสังเวียนธุรกิจนั้นเต็มย่อมไปด้วยอุปสรรค มีเรื่องน่ากังวลเข้ามาเรื่อย ๆ เช่น ยอดขายตก ลูกค้าหาย หรือแม้กระทั่งปัญหาสภาพคล่องทางการเงินที่อาจเข้ามาทดสอบจิตใจอยู่ตลอดเวลา แต่ผู้ประกอบการจะต้องมีความอดทน ไม่ย่อท้อต่อความล้มเหลว มองว่าทุกความผิดพลาดคือบทเรียนราคาแพงที่จะช่วยพัฒนาธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น และพยายามปรับกลยุทธ์ใหม่ ๆ ให้ตรงใจลูกค้าอยู่เสมอ เพราะในโลกธุรกิจ คนที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่คือคนที่อึดที่สุดและลุกขึ้นสู้ได้ไวที่สุด

6. ความสามารถในการบริหารจัดการ (Management Skill)

ผู้ประกอบการที่ดี จะต้องเข้าใจการบริหาร ทั้งด้านการเงิน บุคลากร การตลาด รวมไปถึงการวางระบบหลังบ้านและการควบคุมกระบวนการทำงานให้ราบรื่น และสามารถจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้กับธุรกิจและทีมของตน ซึ่งทักษะนี้เป็นฐานรากสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียขายฝัน ให้กลายมาเป็นโครงสร้างธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

7. มีทักษะการสื่อสารที่ดี (Communication)

การจะทำธุรกิจให้เติบโตได้ ผู้ประกอบการจะต้องมีทักษะการสื่อสารที่ดี ไม่ใช่แค่พูดเก่งหรือเสนอขายได้น่าสนใจ แต่ยังรวมถึงการเป็นผู้ฟังที่ดีเพื่อทำความเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของตลาด และทำให้ธุรกิจของตนเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้มากที่สุด โดยอาจสร้าง Community กับพันธมิตร ลูกค้า หรือนักลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ ถือเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ต้องมี เพราะการสื่อสารที่หนักแน่น ชัดเจน จะเปลี่ยนให้คนแปลกหน้ากลายมาเป็นลูกค้า และเปลี่ยนวิสัยทัศน์บนแผ่นกระดาษให้กลายมาเป็นเม็ดเงินลงทุนจริง

8. ความซื่อสัตย์และจริยธรรม (Integrity & Ethics)

คุณสมบัติผู้ประกอบการที่จำเป็นต้องมีก็คือ ความซื่อสัตย์และจริยธรรม คุณสมบัติทั้ง 2 อย่างนี้ จะทำให้เกิดผลดีกับธุรกิจในระยะยาว ทำให้ได้รับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากลูกค้า เพราะเมื่อแบรนด์ส่งมอบสินค้าและบริการที่ตรงปก ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ธุรกิจก็จะได้ใจลูกค้าไปเต็มๆ และทำให้เกิดการสนับสนุนในระยะยาว ช่วยสร้างฐานลูกค้าที่จงรักภักดีกับแบรนด์ของเราได้ ซึ่งมูลค่าของความไว้วางใจนี้เอง ก็เป็นสิ่งที่ต่อให้มีเงินโฆษณามากแค่ไหนก็ซื้อไม่ได้

ผู้ประกอบการมีกี่ประเภท

1. แบ่งตามลักษณะการดำเนินธุรกิจ

  • ผู้ประกอบการขนาดเล็ก (Small Business Entrepreneur) มักเป็นกิจการครอบครัว ร้านค้า หรือ SME ที่ทำธุรกิจในท้องถิ่น มีเป้าหมายหลักเพื่อเลี้ยงชีพและสร้างรายได้ที่มั่นคง เน้นการบริหารจัดการที่คล่องตัวและเน้นสร้างความผูกพันกับลูกค้าในชุมชน
  • ผู้ประกอบการขนาดกลางและใหญ่ (Medium & Large Entrepreneur) มีการจัดการเป็นระบบ ใช้แรงงานจำนวนมาก โดยคุณสมบัติของผู้ประกอบการประเภทนี้ จะมุ่งเน้นการขยายตลาด และสร้างผลกำไรระยะยาว รวมถึงสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันโดยใช้เทคโนโลยีและโครงสร้างองค์กรที่ซับซับซ้อนขึ้น
  • ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ (Startup Entrepreneur) มุ่งเน้นการเติบโตอย่างรวดเร็วและสร้างนวัตกรรมใหม่ มักได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุน หรือ Venture Capital เพื่อนำมาใช้ขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจที่สามารถขยายขนาดได้และพร้อมที่จะเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคในวงกว้าง

2. แบ่งตามแรงจูงใจ

  • ผู้ประกอบการเชิงโอกาส (Opportunity Entrepreneur) เห็นช่องว่างในตลาดและรีบคว้าโอกาสเพื่อสร้างธุรกิจ โดยนำนวัตกรรม เทคโนโลยี หรือไอเดียแปลกใหม่ เข้ามาใช้เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่ยังไม่ถูกเติมเต็ม ซึ่งธุรกิจประเภทนี้มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน
  • ผู้ประกอบการเชิงความจำเป็น (Necessity Entrepreneur) เริ่มธุรกิจเพราะไม่มีทางเลือก เช่น ขาดงานประจำ ต้องการหารายได้เพื่อเลี้ยงชีพ หรือต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจบีบบังคับ แม้ว่าจะเริ่มต้นจากความกดดัน แต่ความสามารถในการเอาตัวรอดและความอดทนสูง ก็สามารถผลักดันให้ธุรกิจขยับขยายกลายเป็นธุรกิจที่มั่นคงในอนาคต

3. แบ่งตามรูปแบบการคิดและการทำงาน

  • ผู้ประกอบการนวัตกรรม (Innovative Entrepreneur) คุณสมบัติของผู้ประกอบการประเภทนี้ จะเน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีเพื่อสร้างสินค้าหรือบริการใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนในตลาด เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่และก้าวขึ้นเป็นผู้นำเทรนด์ ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการยอมรับความเสี่ยงที่สูงกว่าปกติด้วย
  • ผู้ประกอบการตามแบบแผน (Imitative Entrepreneur) ดำเนินธุรกิจโดยนำรูปแบบที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้ เช่น แฟรนไชส์ หรือการเลียนแบบโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แล้วนำมาปรับปรุงข้อบกพร่องหรือลดต้นทุนให้ตอบโจทย์ลูกค้าในพื้นที่ของตนมากขึ้น ซึ่งข้อดีคือความเสี่ยงที่ต่ำกว่า เนื่องจากมีสูตรความสำเร็จที่ถูกพิสูจน์มาแล้ว

4. แบ่งตามบทบาททางสังคมและเศรษฐกิจ

  • ผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ (Commercial Entrepreneur) มุ่งสร้างกำไรและส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นหลัก ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ชิงความได้เปรียบทางการแข่งขัน และสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นและองค์กร
  • ผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Entrepreneur) คุณสมบัติของผู้ประกอบการประเภทนี้จะมุ่งแก้ปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการทำธุรกิจโดยไม่ได้หวังผลกำไรสูงสุดเป็นตัวตั้ง แต่ใช้โมเดลทางธุรกิจมาช่วยเหลือและทำให้โครงการเหล่านั้นเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว
  • ผู้ประกอบการภายในองค์กร (Intrapreneur) เป็นบุคคลที่ทำหน้าที่เหมือนผู้ประกอบการ แต่สร้างนวัตกรรมและโปรเจกต์ใหม่ๆ ภายในบริษัทที่ตนเองเป็นพนักงานอยู่ โดยคนกลุ่มนี้จะใช้ทรัพยากรและเงินทุนขององค์กรใหญ่มาทดลองไอเดียใหม่ๆ ที่จะช่วยให้บริษัทปรับตัวและสร้าง New S-Curve ได้โดยไม่ต้องออกไปตั้งบริษัทใหม่เองให้เสี่ยง

สรุปแล้ว ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้มีเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ดี และมีทักษะที่รอบด้านอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิสัยทัศน์ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ ความสามารถในการบริหารจัดการ ไปจนถึงความซื่อสัตย์และจริยธรรม นอกจากนี้ การเข้าใจว่าผู้ประกอบการมีกี่ประเภท จะช่วยให้เรามองเห็นภาพชัดเจนว่าตนเองเหมาะกับเส้นทางแบบใด 

Similar Posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *