Plagiarism คืออะไร ส่งผลต่อการสร้างงานเขียนอย่างไร

Plagiarism คืออะไร

Plagiarism คือการลอกเลียนเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลอื่นเอามาใช้ซ้ำ โดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่ได้ให้เครดิตต้นฉบับ โดยสมัยนี้เกิดขึ้นกับบทความหรือคอนเทนต์บนเว็บไซต์ค่อนข้างเยอะ เรียกว่า Website Content Plagiarism ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่คนทำเว็บยุคนี้ต้องเจอ เพราะความง่ายของเทคโนโลยีที่แค่คลิกขวาแล้วลอกไปโพสต์ ก็สามารถสร้างคอนเทนต์เสร็จได้ภายในไม่กี่นาที ซึ่งพฤติกรรมนี้เองได้ไปทำลายความคิดสร้างสรรค์ของคอนเทนต์ครีเอเตอร์หลายๆ คน และถือเป็นการเอาเปรียบคนที่ลงแรงรีเสิร์ชข้อมูลอย่างไม่น่าให้อภัย

ซึ่งการลอกเลียนเนื้อหานั้นมีหลายแบบ บางครั้งก็ Copy-Paste กันมาตรงๆ บางครั้งก็เอามาดัดแปลงนิดหน่อยแต่ยังเป็นโครงเดิม บางครั้งก็เอาจาก 2-3 แหล่งข้อมูลมาผสมกัน แล้วเรียบเรียงใหม่ให้ดูเหมือนเป็นเนื้อหาของตัวเอง โดยที่ไม่ใส่ข้อมูลอ้างอิงต้นฉบับ เรียกว่า Mosaic Plagiarism หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ก๊อปปี้แบบโมเสก” เป็นการก๊อปที่จับโป๊ะได้ยากที่สุด เพราะมันคือการตัดปะชิ้นส่วนข้อความจากเว็บนั้นทีเว็บนี้ทีเอามาต่อกันแบบเนียนๆ แม้คนอ่านทั่วไปอาจจะดูไม่ออกในทันที แต่บอกเลยว่าวิธีนี้ไม่พ้นสายตาของ Googlebot แน่นอน และถือเป็นพฤติกรรมจงใจหลบเลี่ยงที่ร้ายแรงไม่แพ้การก๊อปปี้ตรงๆ เลย

Plagiarism ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน มีอะไรบ้าง?

ถ้าสังเกตกันดีๆ การ Plagiarism ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย หากติดเป็นนิสัยที่แก้ไม่ได้ ก็อาจกลายเป็นระเบิดเวลาที่ย้อนกลับมาพังอนาคตการงานหรือธุรกิจของคุณได้เลย โดยเฉพาะสายงานที่ต้องใช้คอนเทนต์ งานเขียน หรือเนื้อหาวิชาการ เพราะในชีวิตจริง เจ้าของผลงานตัวจริงเขามีสิทธิ์เต็มที่ที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย หากจับได้ว่าเราแอบเอางานเขามาใช้โดยไม่ให้เครดิต และนี่คือตัวอย่างของ Plagiarism ในชีวิตประจำวันรอบตัวเราที่มักจะสุ่มเสี่ยงโดนจับได้อยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น…

  • เขียน Essay หรือรายงานส่งครู โดยไป Copy จากที่อื่นมา: แค่เสิร์ชวิกิพีเดียแล้วกด Ctrl+C, Ctrl+V เปลี่ยนฟอนต์นิดหน่อยก็ส่งงานได้แล้ว แต่ในยุคนี้สถาบันการศึกษาหันมาใช้ระบบตรวจจับอย่างอักขราวิสุทธิ์ หรือ Turnitin กันมากขึ้น ใครที่ติดนิสัยนี้มาบอกเลยว่ารอดพ้นสายตาอาจารย์ได้ยากกว่าแต่ก่อนเยอะ
  • คัดลอกเนื้อหามาใส่ใน Thesis หรือ Thematic Paper ของตนเอง: การตัดแปะงานวิจัยหรืองานค้นคว้าอิสระของคนอื่นมาเนียนเป็นของตัวเองเพื่อรีบทำเล่มให้จบไวๆ ถือเป็นความผิดร้ายแรงทางวิชาการ ถ้าโดนจับได้ทีหลังนอกจากจะหมดอนาคตแล้ว อาจโดนยึดปริญญาบัตรคืนย้อนหลังอีกต่างหาก
  • การเขียนบทความลงบนเว็บไซต์: คอนเทนต์ยอดฮิตที่สายก๊อปชอบเอามาใช้ เพราะคิดว่าไม่มีใครตามตรวจ แต่ความจริงแล้วระบบหลังบ้านของ Google และเครื่องมือช่วยเช็กยุคนี้ฉลาดมาก แอบไปดูดบทความคนอื่นมาดัดแปลงนิดๆ หน่อยๆ บอทก็มองออกแล้ว แถมยังเสี่ยงโดนเจ้าของเว็บต้นฉบับแคปหลักฐานไปประจานหรือฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายก็มีให้เห็นเยอะมากในปัจจุบัน
  • การเขียนข่าว: ในยุคนี้ที่ต้องเสนอข่าวออนไลน์ไวๆ บางสำนักใช้วิธีลอกเนื้อหา แหล่งข่าว หรือคำสัมภาษณ์จากสื่ออื่นมาลงเว็บตัวเองดื้อๆ โดยไม่ได้ลงพื้นที่จริง แถมหลายครั้งที่พบว่าไม่ได้ใส่เครดิตอ้างอิงให้อีกต่างหาก นอกจากจะผิดจรรยาบรรณสื่ออย่างร้ายแรงแล้ว ยังทำลายความน่าเชื่อถือของสำนักข่าวอีกด้วย
  • การเขียนหนังสือ: การไปลอกพล็อตเรื่อง ดึงย่อหน้าเด็ด ๆ หรือแอบก๊อปสำนวนนักเขียนคนอื่นมาใส่ในเล่มของตัวเองเพื่อเพิ่มยอดขาย ถือเป็นการฆ่าตัวตายถาวรเลย ไม่ว่าคุณจะทำในวงการนิยาย พ็อกเก็ตบุ๊ก หรือหนังสือวิชาการก็ตาม เพราะนักอ่านยุคนี้หูตากว้างไกลมาก ถ้าโดนจับโป๊ะได้คือหมดอนาคตในวงการทันที

ความสำคัญของการหลีกเลี่ยง Plagiarism บนช่องทางออนไลน์

ถ้าเป็นสมัยก่อน คอนเทนต์จะอยู่ในรูปแบบกระดาษ หนังสือ การตรวจสอบ Plagiarism นั้นอาจจะยังลำบาก ยังไม่สามารถตรวจสอบได้แน่นอนและรวดเร็ว แต่ในยุคนี้คอนเทนต์ออนไลน์สามารถตรวจสอบ Plagiarism ได้รวดเร็วและแม่นยำในระดับหนึ่ง ซึ่งในมุมของการทำธุรกิจที่ต้องการก้าวเข้าไปทำ Content Marketing การเขียนบทความที่สดใหม่นั้นสำคัญมาก และหากเกิด Plagiariam ในงานคอนเทนต์ อาจส่งผลกระทบดังนี้

  • ความเป็นเอกลักษณ์และเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ: สำหรับสายคอนเทนต์แล้ว การสร้างเนื้อหาให้ Unique จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้คุณดูเป็นผู้เชี่ยวชาญในสิ่งนั้นจริงๆ ตรงกันข้าม ถ้าคุณเอาแต่ก๊อปวางเนื้อหาของคู่แข่งมาใช้ นอกจากจะหมดความน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้าแล้ว ตัว Googlebot เองก็มองว่าคอนเทนต์ของคุณเป็นขยะที่ไม่แม้แต่จะเสียเวลาเข้าไปอ่าน
  • ผลกระทบทางกฎหมาย: การก๊อปงานคนอื่นยังไงก็คือการละเมิดลิขสิทธิ์เต็มๆ ไม่ว่ายังไงกฎหมายก็ปกป้องคนคิดคอนเทนต์ตัวจริงอยู่แล้ว การเอาผลงานของเขามาใช้ดื้อๆ โดยไม่ขออนุญาตล่วงหน้า ไม่ใช่แค่โดนเตือนให้ลบรูปหรือบทความ แต่อาจหมายถึงการได้หมายศาลมาส่งถึงหน้าบ้านแทน
  • ผลกระทบต่อ SEO (Search Engine Optimization): Google รักคอนเทนต์ที่เป็นออริจินอลและมีประโยชน์กับคนอ่านมากๆ ดังนั้นถ้าโดน Google จับได้ว่าคอนเทนต์ของคุณไปลอกเขามา นอกจากอันดับเว็บจะร่วงแล้ว เผลอๆ อาจโดนแบนจนหายไปจากหน้าแรกถาวรเลย ซึ่งบทลงโทษนี้ไม่ได้มีผลแค่หน้าเว็บไซต์เท่านั้น แต่อาจลามไปถึงการทำ SEO YouTube ด้วยเหมือนกัน ใครคิดจะดูดคลิปหรือก๊อปสคริปต์มาทำต่อ เตรียมตัวช่องบินได้เลย
  • ปัญหาเนื้อหาที่ซ้ำซ้อน: ถ้าในหน้าค้นหาของ Google (SERP) มีแต่บทความหน้าตาเหมือนกันหมด บอทกูเกิลจะเริ่มเอ๋อและแยกแยะไม่ออกว่าใครคือตัวจริงกันแน่ ผลลัพธ์คือระบบจัดอันดับจะเริ่มรวน ทำให้เว็บเราโดนดึงไปทำ Index ช้าลง หรืออาจโดนปัดตกอันดับไปดื้อๆ เพราะกูเกิลไม่อยากเอาเนื้อหาซ้ำมาโชว์ให้รกหน้าค้นหา ส่งผลให้ภาพรวม SEO และทราฟฟิกของเว็บพังครืนลงมาง่ายๆ บอกเลยว่าโตยากแน่นอน
  • ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปโดยเปล่าประโยชน์: สุดท้ายถ้าเรื่องบานปลายจนถึงขั้นฟ้องร้องจริงๆ คุณอาจเจอทั้งค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์ ค่าชดเชยที่ไปทำให้เขาเสียรายได้ทางธุรกิจ แถมยังต้องแบกรับค่าทนายกับค่าใช้จ่ายในชั้นศาลทั้งหมดอีก พอรวมยอดออกมาแล้ว เผลอๆ อาจจะแพงกว่าค่าจ้างเขียนใหม่หรือค่าซื้อสิทธิ์ให้ถูกต้องตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ

เครื่องมือตรวจสอบ Plagirism ฟรี มีอะไรบ้าง?

สำหรับใครที่ต้องคอยเช็กว่าเนื้อหาที่เขียนมาจะซ้ำกับเว็บอื่นไหม เราขอแนะนำ 5 เครื่องมือที่จะช่วยให้งานเสร็จไวขึ้นเยอะ ถึงแม้ว่าเครื่องมือเหล่านี้จะสแกนภาษาไทยได้ไม่แม่นยำเท่าภาษาอังกฤษแบบ 100% แต่ก็ถือว่าคัดกรองได้ดีในระดับที่น่าพอใจเลย

1. Grammarly

Grammarly เป็นเครื่องมือยอดนิยมระดับโลกที่โดดเด่นในเรื่องของการตรวจเช็กไวยากรณ์และบริบทภาษาอังกฤษ ซึ่งในเวอร์ชันพรีเมียมจะมีฟีเจอร์ตรวจจับการคัดลอกผลงานที่สามารถเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลเว็บไซต์นับหมื่นล้านหน้าได้อย่างแม่นยำ เหมาะสำหรับนักเขียนหรือคนทำคอนเทนต์ที่ต้องตรวจสอบบทความภาษาอังกฤษเพื่อเช็กความสดใหม่ก่อนนำไปเผยแพร่จริง

2. SmallSEOTools Plagiarism Checker

SmallSEOTools Plagiarism Checker เป็นหนึ่งในเครื่องมือขวัญใจคนทำ SEO ทั่วโลก เนื่องจากใช้งานง่าย แถมยังรองรับการตรวจสอบภาษาไทยได้ค่อนข้างดีด้วย โดยระบบจะยอมให้เราก๊อปปี้เนื้อหามาวางสั่งตรวจได้ฟรีครั้งละไม่เกิน 1,000 คำ ซึ่งโปรแกรมจะแสดงผลลัพธ์ออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ชัดเจนว่าเนื้อหาของเราซ้ำหรือไม่ซ้ำมากน้อยเท่าไหร่ พร้อมชี้เป้าลิงก์ต้นทางให้อย่างละเอียดเลย

3. Plagiarism Detector

Plagiarism Detector เป็นเครื่องมือออนไลน์ฟรีที่มีระบบอัลกอริทึมที่คอยสแกนข้อความแบบประโยคต่อประโยค เพื่อตรวจเช็กว่าเนื้อหามีการคัดลอกหรือซ้ำกับเว็บไซต์อื่นบนอินเทอร์เน็ตหรือไม่ โดยข้อดีของเครื่องมือนี้คือความเสถียรและหน้าตาเว็บที่สะอาดตา ไม่ซับซ้อน ช่วยให้ตรวจสอบความโปร่งใสของเนื้อหาจำนวนมากได้รวดเร็วโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เหมาะสำหรับการสแกนรีเช็กความถูกต้องในเบื้องต้น

4. Quetext

Quetext เป็นครื่องมือที่ขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำสูงด้วยเทคโนโลยี DeepSearch ที่ช่วยวิเคราะห์คำซ้ำในระดับโครงสร้างประโยคและการสลับคำ จุดเด่นอยู่ที่ตรงระบบรายงานการแสดงผลที่อ่านง่ายมาก โดยจะไฮไลท์สีข้อความที่น่าสงสัยเพื่อให้เราเข้าไปแก้ไขได้ทันที แม้ตัวฟรีจะมีโควตาจำกัดจำนวนคำต่อเดือน แต่ก็ถือเป็นตัวเลือกคุณภาพดีที่คนทำคอนเทนต์ไม่ควรมองข้าม

Similar Posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *