Cyber Security คืออะไร สำคัญอย่างไร ทำไมตลาดถึงต้องการสูงขึ้น
รู้หรือไม่ว่าตลาดงาน Cybersecurity มีแนวโน้มต้องการบุคลากรด้านนี้มากขึ้น โดยล่าสุดบนเว็บไซต์ Cyber Seek ได้เปิดเผยข้อมูลในช่วงเดือน 05/2021 ว่ามีตัวเลขจำนวนงาน Cybersecurity ที่ประลงประกาศในสหรัฐอเมริกาอยู่กว่า 460,000 ตำแหน่ง แสดงให้เห็นถึงความต้องการบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบความปลอดภัยที่ค่อนข้างสูง แม้ว่าจะเป็นอาชีพที่มีความต้องการสูงขึ้น แต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้จักกับสายอาชีพนี้มาก่อน วันนี้ ThaiSharp จะมาพาทำความรู้จักกับอาชีพดังกล่าว พร้อมข้อมูลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่สนใจเพื่อนำไปต่อยอดได้ในอนาคต
ทำไมความต้องการของตลาด Cyber Security ถึงสูงขึ้น?
ในปัจจุบันเรากำลังอยู่ในยุคทองของ งาน Cybersecurity เนื่องจากโลกหมุนเข้าสู่ระบบ Cloud Server อย่างเต็มตัว ทำให้ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนทั่วโลกต่างแย่งชิงบุคลากรด้านความปลอดภัยเพื่อปกป้องข้อมูลมหาศาล แต่ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นตั้งแต่สหรัฐอเมริกาไปจนถึงประเทศที่เทคโนโลยีกำลังเติบโต คือสภาวะขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญอย่างหนัก เนื่องจากคนรุ่นใหม่มุ่งเน้นไปที่สายงาน Dev, Data หรือ AI มากกว่า ส่งผลให้สถิติตำแหน่งงานว่างพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างแคลิฟอร์เนียหรือเท็กซัส ซึ่งเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ที่มองหาความมั่นคงในอาชีพที่คู่แข่งยังน้อยแต่มีความต้องการสูงลิ่ว
ความน่าสนใจของสายงานนี้ คือ โอกาสสำหรับคนเปลี่ยนสาย เพราะตามความเห็นของ Tim Herbert (VP จาก CompTIA) ระบุว่าคุณไม่จำเป็นต้องจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง MIT ก็ก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้ได้ผ่านการเรียนรู้และฝึกฝนจริง โดยการถือใบประกาศอย่าง Network+ หรือ Security+ จากคอร์สออนไลน์เพียง 8 สัปดาห์ ถือว่ามากพอที่จะปูพื้นฐานเพื่อเริ่มต้นในระดับ Entry-level ซึ่งมีฐานเงินเดือนสูงถึง 1.8 – 2.8 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดจะเปิดกว้างแต่การคัดเลือกคนเข้าทำงานยังคงเน้นผู้ที่มีทักษะพื้นฐานแน่นพอสมควร ดังนั้นการเตรียมตัวผ่านคอร์สเทรนนิ่งเพื่อคว้า Certificate จึงเป็นทางลัดที่คุ้มค่าที่สุดในวินาทีนี้
Cyber Security ในองค์กร สำคัญอย่างไร?
Cybersecurity ในองค์กร ถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาความเชื่อมั่นและเสถียรภาพทางธุรกิจ เพราะมันไม่ได้ช่วยป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลความลับและรักษาชื่อเสียงเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ระบบงานดำเนินไปได้ต่อเนื่อง อีกทั้งเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เพื่อเลี่ยงความเสียหายทางแพ่งและอาญาที่อาจทำให้ธุรกิจพังทลายเพียงเพราะถูกโจมตีแค่ครั้งเดียว
Cyber Security คืออะไร?
Cybersecurity คือ กระบวนการปกป้องระบบเครือข่ายและข้อมูลดิจิทัลจากการโจมตีหรือการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การติดตั้งซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสเพียงอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมไปถึงการวางกลยุทธ์เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อนอย่างการเรียกค่าไถ่ข้อมูลหรือการโจรกรรมอัตลักษณ์ทางออนไลน์ โดยมีเป้าหมายหลักในการรักษาความลับ ความถูกต้องของข้อมูล และความพร้อมใช้งานของระบบ เพื่อให้การดำเนินงานในโลกดิจิทัลปลอดภัยที่สุด
Cyber Security ทำหน้าที่อะไร?
- ป้องกันการเข้าถึงโดยมิชอบ: วางระบบตรวจสอบสิทธิ์เพื่อยืนยันว่าบุคคลที่เข้ามาใช้งานคือตัวจริง และป้องกันไม่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีลักลอบเข้ามาขโมยข้อมูล
- ตรวจจับความผิดปกติ: เฝ้าระวังและสังเกตการณ์ระบบตลอดเวลา เพื่อระบุร่องรอยการโจมตีหรือพฤติกรรมที่น่าสงสัยก่อนจะเกิดความเสียหายจริง
- ตอบโต้และกู้คืนระบบ: เมื่อเกิดเหตุการณ์ถูกบุกรุก ต้องระงับความเสียหายได้อย่างรวดเร็วและกู้คืนข้อมูลให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยสร้างเสียหายให้น้อยที่สุด
- วิเคราะห์ช่องโหว่: ตรวจสอบและค้นหาจุดอ่อนของระบบหรือเครือข่าย เพื่อปิดช่องโหว่เหล่านั้นก่อนที่กลุ่มมิจฉาชีพจะหาเจอ
- รักษาความถูกต้องของข้อมูล: ดูแลไม่ให้ข้อมูลถูกแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือทำลายโดยบุคคลที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ เพื่อคงความน่าเชื่อถือของข้อมูลไว้
- สร้างความตระหนักรู้: อบรมและให้ความรู้แก่ผู้ใช้งานทั่วไปเกี่ยวกับการป้องกันขั้นพื้นฐาน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกลโกงในรูปแบบต่างๆ
Cyber Security ต้องรู้อะไรบ้าง?
หากคุณต้องการก้าวเข้าสู่สายงาน Cyber Security จำเป็นต้องมีความรู้ที่ผสมผสานระหว่างทักษะทางเทคนิคและความเข้าใจในพฤติกรรมของภัยคุกคาม โดยแบ่งทักษะที่จำเป็นออกเป็นข้อๆ ดังนี้
1. พื้นฐานเครือข่ายและการสื่อสารข้อมูล (Networking)
ความรู้เรื่องเครือข่ายเปรียบเสมือนพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เพราะภัยคุกคามส่วนใหญ่มักเดินทางผ่านระบบเครือข่าย คุณจำเป็นต้องเข้าใจว่าข้อมูลถูกส่งจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้อย่างไร รู้จักการทำงานของอุปกรณ์อย่างเราเตอร์และสวิตช์ รวมถึงเข้าใจโปรโตคอลการสื่อสารต่าง ๆ หากเราไม่รู้ว่าเส้นทางปกติของข้อมูลเป็นอย่างไร ย่อมไม่มีทางสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นในระบบได้เลย
2. ระบบปฏิบัติการและความปลอดภัยของเครื่องแม่ข่าย (Operating Systems)
คุณต้องเชี่ยวชาญในระบบปฏิบัติการที่หลากหลาย โดยเฉพาะ Windows และ Linux เพราะเซิร์ฟเวอร์ส่วนใหญ่ทั่วโลกทำงานบนระบบเหล่านี้ การรู้วิธีตั้งค่าความปลอดภัย การจัดการสิทธิ์ผู้ใช้งาน และการตรวจสอบบันทึกเหตุการณ์ภายในตัวเครื่อง จะช่วยให้คุณปิดช่องโหว่และติดตามร่องรอยการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นในระดับระบบปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. การรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ (Cloud Security)
ปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่ย้ายข้อมูลไปไว้บนระบบคลาวด์ ความรู้ด้านการบริหารจัดการความปลอดภัยบนผู้ให้บริการอย่าง AWS, Azure หรือ Google Cloud จึงกลายเป็นทักษะที่ขาดไม่ได้ คุณต้องเข้าใจว่าการดูแลความปลอดภัยบนคลาวด์แตกต่างจากระบบเซิร์ฟเวอร์แบบเดิมอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและการจัดการสิทธิ์การเข้าถึงผ่านระบบออนไลน์ที่มีความซับซ้อนสูงกว่าเดิม
4. วิทยาการรหัสลับและการป้องกันข้อมูล (Cryptography)
เป็นการแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของรหัสที่คนทั่วไปอ่านไม่เข้าใจ เพื่อรักษาความลับและความถูกต้องของข้อมูล คุณต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอัลกอริทึมการเข้ารหัสประเภทต่างๆ รวมถึงการจัดการใบรับรองความปลอดภัยดิจิทัล ทักษะนี้จะช่วยให้คุณเลือกใช้วิธีการปกป้องข้อมูลที่เหมาะสมกับระดับความสำคัญของข้อมูลนั้นๆ
5. จิตวิทยาและการวิศวกรรมสังคม (Social Engineering)
บ่อยครั้งที่จุดอ่อนที่สุดของระบบไม่ใช่ซอฟต์แวร์ แต่เป็นคนจริงๆ ความรู้ด้านนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจเล่ห์เหลี่ยมของมิจฉาชีพที่ใช้หลอกล่อเหยื่อให้เผยข้อมูลส่วนตัวหรือรหัสผ่าน การรู้เท่าทันเทคนิคการสร้างสถานการณ์ปลอมหรืออีเมลลวง จะช่วยให้คุณวางแผนป้องกันและจัดอบรมบุคลากรในองค์กรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการจารกรรมข้อมูลผ่านทางจิตวิทยา
ตัวอย่าง Cyber Security ที่ใช้จริงในโลกยุคดิจิตัล
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าในชีวิตประจำวันหรือในระดับองค์กรมีการนำระบบความปลอดภัยมาใช้อย่างไร นี่คือตัวอย่างรูปแบบของ Cybersecurity ที่เราพบเห็นได้บ่อยที่สุด
1. การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication – MFA)
นี่คือระบบความปลอดภัยที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวัน เช่น เมื่อคุณล็อกอินเข้าแอปธนาคารหรืออีเมล ระบบจะไม่ถามหาแค่รหัสผ่านเพียงอย่างเดียว แต่จะส่งรหัส OTP มาทาง SMS หรือการใช้แอปพลิเคชันยืนยันตัวตนเพิ่มเติม การทำเช่นนี้เป็นการสร้างเกราะป้องกันสองชั้น ต่อให้มิจฉาชีพจะได้รหัสผ่านของคุณไป แต่หากไม่มีรหัสยืนยันตัวตนชุดที่ 2 ที่อยู่ในมือถือของคุณ ก็จะไม่สามารถเข้าถึงบัญชีของคุณได้
2. ระบบไฟร์วอลล์และการป้องกันเครือข่าย (Firewall)
ไฟร์วอลล์เปรียบเสมือนพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ยืนเฝ้าประตูหน้าบ้านดิจิทัล ที่ทำหน้าที่คัดกรองข้อมูลที่รับและส่งระหว่างเครือข่ายภายในองค์กรกับโลกอินเทอร์เน็ตภายนอก ตัวอย่างเช่น บริษัทใหญ่ๆ จะตั้งค่าไฟร์วอลล์เพื่อบล็อกเว็บไซต์ที่เสี่ยงต่อการติดไวรัส หรือป้องกันการพยายามเชื่อมต่อที่น่าสงสัยจากต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ข้อมูลภายในรั่วไหลออกไปสู่ภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาต
3. การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption)
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือแอปพลิเคชันส่งข้อความอย่าง LINE หรือ WhatsApp ที่ใช้ระบบเข้ารหัสแบบต้นทางถึงปลายทาง (End-to-End Encryption) หมายความว่าข้อความที่คุณพิมพ์จะถูกแปลงเป็นรหัสลับที่ไม่สามารถอ่านออกได้ในระหว่างที่เดินทางผ่านอินเทอร์เน็ต และจะมีเพียงเครื่องของผู้รับเท่านั้นที่มีกุญแจดิจิทัลสำหรับถอดรหัสออกมาเป็นข้อความปกติ คุณจึงมั่นใจว่าแม้ข้อมูลจะถูกดักฟังกลางทาง มิจฉาชีพก็จะเห็นเพียงกลุ่มตัวอักษรที่ไม่มีความหมาย
4. ระบบตรวจจับและตอบโต้การบุกรุก (Endpoint Detection and Response – EDR)
หากเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในปัจจุบันจะติดตั้งซอฟต์แวร์พิเศษไว้ในคอมพิวเตอร์ของพนักงานทุกคน โดยซอฟต์แวร์ดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าโปรแกรมแอนตี้ไวรัสทั่วไป ตัวอย่างเช่น หากมีคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งในบริษัทเริ่มมีอาการแปลกๆ เช่น พยายามลบไฟล์จำนวนมากผิดปกติ หรือพยายามเจาะเข้าเซิร์ฟเวอร์หลัก ระบบ EDR จะตัดการเชื่อมต่อของเครื่องนั้นออกจากเครือข่ายทันทีโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้มัลแวร์แพร่กระจายไปยังเครื่องอื่นๆ ในองค์กร
แล้วแนวโน้มในอนาคตของ Cyber Security จะเป็นอย่างไรหลังจากนี้?
สำหรับแนวโน้มของ Cybersecurity ในปี 2026 เป็นต้นไป จะก้าวเข้าสู่ยุคที่ความปลอดภัยถูกผนวกเข้ากับเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Cloud Server ที่ทำให้ขอบเขตการป้องกันกระจายตัวอยู่ทุกที่ ทุกองค์กรจะเปลี่ยนมาใช้ระบบการตรวจจับภัยคุกคามด้วย AI ที่มีความแม่นยำสูงและทำงานได้แบบ Real-Time พร้อมกับการมาของแนวคิด Zero Trust หรือการไม่เชื่อใจใครในระบบจนกว่าจะผ่านการพิสูจน์สิทธิ์อย่างเข้มงวด นอกจากนี้ ตลาดแรงงานจะยิ่งทวีความต้องการผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะเฉพาะทางมากขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนเกินกว่าระบบป้องกันแบบเดิมจะรับมือได้ในอนาคต
และสำหรับใครที่ไม่อยากพลาดเรื่องราวสาระความรู้ดี ๆ แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี การใช้ชีวิต นวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น สามารถติดตามบทความที่น่าสนใจและอัปเดตเทรนด์ใหม่ๆ เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ ThaiSharp เราตั้งใจคัดเนื้อหาที่มีประโยชน์และใช้งานได้จริงมาเสิร์ฟให้คุณถึงที่ เพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยในทุกๆ วัน
Source: khristopher Brooks, cbsnews