|

โทรศัพท์โดนแฮกทำยังไงดี? รวมวิธีเช็กและรับมือก่อนสายเกินแก้

โทรศัพท์โดนแฮก

แบตเตอรี่มือถือก็ลดไวผิดปกติ เครื่องร้อนฉ่าทั้งที่ไม่ได้ใช้งานเลย หรือมีข้อความแจ้งเตือนรหัส OTP ส่งเข้ามาไม่หยุด อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่โทรศัพท์รวนธรรมดา แต่มันคือสัญญาณเตือนว่าโทรศัพท์ของคุณกำลังโดนแฮกอยู่ รู้ตัวอีกที เงินในบัญชีก็หายไปหมดแล้ว หรือในบางกรณีอาจไม่ใช่เงิน แต่เป็นข้อมูลส่วนตัว รูปภาพ หรือแม้แต่รหัสผ่านสำคัญต่าง ๆ ก็หายไปด้วยเหมือนกัน ในบทความนี้เราเลยจะขอพาทุกคนมาลองสังเกตสัญญาณเตือน วิธีเช็ก พร้อมสเต็ปการแก้ไขและป้องกัน ก่อนทุกอย่างจะสายเกินแก้ค่ะ

โทรศัพท์โดนแฮก เกิดจากอะไร?

1. เผลอกดลิงก์แปลกปลอมใน SMS หรืออีเมล (Phishing)

ถือเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยสุดเลยก็ว่าได้ โดยเกิดจากแฮกเกอร์ส่งข้อความแนบลิงก์มาหลอกลวง เช่น ข้อความแจ้งเตือนคืนเงิน หลอกรับสิทธิ์ หรือปลอมตัวเป็นธนาคาร พอเราเผลอกดเข้าไปและกรอกข้อมูลส่วนตัว หรือหลอกให้ดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้ง ระบบจะแอบฝังมัลแวร์หรือโปรแกรมดักจับข้อมูลลงในเครื่องทันทีค่ะ

2. การดาวน์โหลดแอปพลิเคชันนอกสโตร์

หากคุณถูกมิจฉาชีพหลอกให้ติดตั้งไฟล์แอปพลิเคชันรูปแบบ .APK หรือดาวน์โหลดแอปจากเว็บไซต์ทั่วไปที่ไม่ใช่ App Store หรือ Google Play Store แอปเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะมีไวรัสหรือ Spyware แฝงเข้ามาด้วย เพื่อแอบดูหน้าจอหรือดักจับรหัสผ่านขณะที่เรากำลังใช้งาน

3. เชื่อมต่อ Wi-Fi สาธารณะที่ไม่ปลอดภัย

หลายคนอาจกดใช้งานอินเทอร์เน็ตฟรีตามสถานที่สาธารณะโดยไม่รู้ตัว เช่น ร้านกาแฟ หรือสนามบิน ซึ่ง Wi-Fi เหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีการเข้ารหัสความปลอดภัย ทำให้แฮกเกอร์ใช้เครื่องมือดักจับข้อมูล (Man-in-the-Middle Attack) เพื่อแอบดูข้อมูลการรับส่ง รหัสผ่าน หรือบัญชีธนาคารที่คุณกำลังใช้งานขณะเชื่อมต่อ Wi-Fi นั้น

4. ไม่อัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปพลิเคชัน

หลายคนมองข้ามการอัปเดต iOS, Android หรือแอปพลิเคชันให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด เพราะคิดว่าคงไม่มีผลต่อการใช้งาน แต่นั่นอาจทำให้โทรศัพท์ของคุณมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่แฮกเกอร์คุ้นเคยอยู่แล้ว ส่งผลให้พวกเขาเจาะเข้าสู่ระบบและควบคุมเครื่องของคุณได้ง่ายขึ้นค่ะ

รวม 9 วิธีดูว่าโทรศัพท์โดนแฮก

หากคุณเริ่มรู้สึกว่าสมาร์ทโฟนในมือทำงานผิดปกติ แต่ยังไม่แน่ใจว่าเกิดจากผู้ไม่หวังดีหรือเปล่า ลองมาดูวิธีเช็คโทรศัพท์โดนแฮกด้วยตัวเอง ผ่านสัญญาณเตือนอันตรายเหล่านี้ เพื่อที่คุณจะได้ประเมินความเสี่ยงและตั้งรับได้ทันที ก่อนที่แฮกเกอร์จะสร้างความเสียหายไปมากกว่านี้ค่ะ

  • แบตเตอรี่หมดไวผิดปกติ: แบตเตอรี่ลดลงไวมากทั้งที่แทบไม่ได้เปิดใช้งานเลย อาการนี้เกิดจากแอปพลิเคชันสายลับหรือมัลแวร์แอบทำงานและส่งข้อมูลอยู่บน Background ตลอดเวลา
  • สมาร์ทโฟนเครื่องร้อนตลอดเวลา: อุปกรณ์มีความร้อนสูงขึ้นผิดปกติแม้จะวางไว้เฉยๆ หรือเปิดแค่หน้าจอทิ้งไว้
  • มีคนแฮกโทรศัพท์ เพื่อฝังแอปพลิเคชันแปลกปลอม: พบแอปพลิเคชันนิรนามที่เราไม่เคยดาวน์โหลดปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ส่วนใหญ่เป็นมัลแวร์ที่แอบเข้ามาพร้อมกับการกดลิงก์สแปม
  • อินเทอร์เน็ต/เน็ตมือถือหมดไวกว่าปกติ: ปริมาณการใช้งาน Data หรือการส่งข้อมูลพุ่งสูงขึ้นกะทันหัน เนื่องจากระบบถูกใช้ส่งข้อมูลส่วนตัวออกไปภายนอก
  • มีป๊อปอัปหรือโฆษณาเด้งกวนใจตลอดเวลา: มีหน้าต่างโฆษณาแปลกๆ เด้งขึ้นมาแทรกบนหน้าจอเรื่อยๆ แม้กระทั่งตอนไม่ได้เปิดใช้งานเว็บบราวเซอร์
  • โทรศัพท์ทำงานช้า หน่วง หรือค้างบ่อย: ตัวเครื่องตอบสนองช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ระบบเปิด-ปิดแอปเอง หรือเครื่องรีสตาร์ทตัวเองโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีข้อความ SMS หรือรหัส OTP ส่งเข้ามาไม่หยุด: ได้รับข้อความยืนยันตัวตนหรือรหัส OTP ทั้งที่ไม่ได้ทำธุรกรรมใดๆ หรือมี SMS แปลกปลอมถูกส่งออกจากเครื่องเราเอง
  • กล้องหรือไมค์ทำงานเองโดยไม่ตั้งใจ: ไฟสัญญาณแจ้งเตือนการใช้งานกล้องหรือไมโครโฟนขึ้นเตือน หรือกล้องเปิดใช้งานขึ้นมาเองโดยที่คุณไม่ได้แตะ
  • บัญชีโซเชียลมีเดียถูกล็อกเอาต์เอง: เด้งออกจากแอปพลิเคชันบัญชีผู้ใช้ต่างๆ เช่น Line, Facebook หรือ Instagram หรือมีประวัติการเข้าใช้งานจากอุปกรณ์ที่คุณไม่รู้จัก

ถ้าโทรศัพท์โดนแฮก ทำอย่างไรได้บ้าง?

หากเช็คว่า โทรศัพท์โดนแฮก สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติแล้วรีบตัดการเชื่อมต่อของเครื่องทันทีค่ะ เพราะยิ่งแฮกเกอร์เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เราได้นานเท่าไหร่ ความเสียหายต่อข้อมูลและเงินในบัญชีก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น และต่อจากนี้ นี่คือขั้นตอนแก้โทรศัพท์โดนแฮกแบบฉุกเฉินที่คุณต้องลงมือทำตามทีละสเต็ปเพื่อหยุดการเข้าถึงและกู้คืนความปลอดภัยให้กับสมาร์ทโฟนของคุณค่

1. ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทันที

เมื่อโทรศัพท์โดนแฮก ให้ปิดสัญญาณ Wi-Fi และเน็ตมือถือ (Cellular Data) หรือเปิดเป็นโหมดการบิน (Airplane Mode) ทันที เพื่อตัดการสื่อสารระหว่างเครื่องกับแฮกเกอร์ หยุดการส่งออกข้อมูลส่วนตัว และป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์ส่งคำสั่งมาควบคุมเครื่องระยะไกลค่ะ

2. ถอนการติดตั้งแอปพลิเคชันที่สงสัย

ต่อมาให้ตรวจสอบรายชื่อแอปทั้งหมดในเครื่อง หากเจอแอปแปลกปลอมที่ไม่รู้จัก แอปที่ไม่ได้โหลดจาก App Store / Google Play Store หรือแอปที่เพิ่งติดตั้งก่อนเกิดปัญหา ให้กดถอนการติดตั้ง หรือ Uninstall ทันที

3. เปลี่ยนรหัสผ่านบัญชีสำคัญทั้งหมด

หากโทรศัพท์โดนแฮกข้อมูลไปแล้ว รหัสผ่านเดิมหรือบัญชีโซเชียลมีเดียอาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ให้ใช้อุปกรณ์อื่นเปลี่ยนรหัสผ่านบัญชีสำคัญ ๆ ทันที ทั้งบัญชีธนาคาร, อีเมลหลัก, บัญชี Apple ID / Google Account และโซเชียลมีเดียต่างๆ พร้อมกด Log Out ออกจากระบบในอุปกรณ์อื่นทั้งหมด

4. รีบอายัดบัญชีธนาคารและบัตรเครดิตโดยเร็วที่สุด

หากพบความผิดปกติเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน ให้รีบโทรติดต่อ Call Center ของธนาคารเจ้าของบัญชีเพื่อขออายัดแอปพลิเคชันธนาคาร บัตรเดบิต หรือบัตรเครดิตที่ผูกไว้กับมือถือชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้เงินถูกโอนออกไปค่ะ

5. Backup ข้อมูลสำคัญ

ทำการสำรองข้อมูลที่จำเป็น เช่น รูปภาพ รายชื่อติดต่อ หรือเอกสารสำคัญ ไว้บน Cloud หรือคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าไม่ได้สำรองเอาไฟล์แอปพลิเคชันที่น่าสงสัยติดไปด้วยใช่ไหม

6. ล้างเครื่องคืนค่าโรงงาน

การสั่งล้างเครื่องคืนค่าโรงงาน (Factory Reset) ถือเป็นวิธีที่เด็ดขาดและปลอดภัยที่สุดในการกำจัดมัลแวร์หรือ Spyware เพื่อคืนระบบปฏิบัติการให้กลับมาเป็นเหมือนเครื่องใหม่ที่ออกจากโรงงาน และลบไฟล์แอบแฝงทั้งหมดออกไปจากเครื่องแบบถอดรากถอดโคน

วิธีป้องกันโทรศัพท์โดนแฮก

การป้องกันย่อมดีกว่าการตามแก้ปัญหาเสมอค่ะ เพื่อไม่ให้สมาร์ทโฟนของคุณตกเป็นเป้าหมายของแฮกเกอร์ในอนาคต เราจะมาแนะนำแนวทางป้องกันเบื้องต้นที่คุณทำตามได้ง่ายๆ เพื่อเสริมเกราะความปลอดภัยให้โทรศัพท์ของคุณค่ะ

  • อัปเดตระบบและแอปพลิเคชันอยู่เสมอ: ตั้งค่าการอัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปพลิเคชันให้เป็นอัตโนมัติ เพราะผู้พัฒนามักจะปล่อยแพตช์ความปลอดภัยออกมาปิดช่องโหว่ของระบบที่แฮกเกอร์มักใช้เจาะข้อมูลอยู่เป็นประจำ
  • ดาวน์โหลดแอปจาก Store ทางการเท่านั้น: งดติดตั้งแอปพลิเคชันจากลิงก์ภายนอก การสแกน QR Code ที่ไม่น่าไว้ใจ หรือไฟล์ประเภท .APK ที่ไม่ได้ผ่านการคัดกรองความปลอดภัยจาก App Store หรือ Google Play Store พร้อมหมั่นตรวจสอบรีวิวและจำนวนยอดดาวน์โหลดก่อนติดตั้งเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการกดลิงก์แปลกปลอมและข้อความสแปม: ตรวจสอบชื่อผู้ส่งและ URL อย่างละเอียดทุกครั้ง เมื่อได้รับ SMS อีเมล หรือข้อความทางโซเชียลมีเดียที่มาในรูปแบบของการแจ้งเตือนภัย หลอกให้รับสิทธิ์โปรโมชัน หรือแอบอ้างเป็นสถาบันการเงิน โดยห้ามกรอกข้อมูลส่วนตัวหรือรหัสผ่านเด็ดขาด
  • ระวังการใช้งาน Wi-Fi สาธารณะและบลูทูธ: หลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมทางการเงิน โอนเงิน หรือล็อกอินบัญชีสำคัญขณะเชื่อมต่อ Wi-Fi ฟรีตามสถานที่สาธารณะ และควรปิดระบบเชื่อมต่อ Wi-Fi รวมถึง Bluetooth ทันทีเมื่อไม่ได้ใช้งาน เพื่อป้องกันการถูกดักจับข้อมูลกลางทาง
  • ตั้งรหัสผ่านที่รัดกุมและเปิดใช้งาน 2FA: หลีกเลี่ยงการใช้รหัสผ่านที่เดาง่ายอย่างวันเดือนปีเกิด หรือตัวเลขเรียงกัน เช่น 1234 หรือ 0000 และที่สำคัญต้องเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนสองชั้น (Two-Factor Authentication / 2FA) บนบัญชีสำคัญทั้งหมด เช่น อีเมล บัญชีธนาคาร และโซเชียลมีเดีย
  • ตรวจสอบสิทธิ์การใช้งานของแอปพลิเคชัน: เข้าไปเช็กในระบบตั้งค่าของเครื่องเป็นประจำว่า มีแอปไหนที่แอบขอเข้าถึงกล้อง ไมโครโฟน รายชื่อติดต่อ ตำแหน่งที่ตั้ง หรือคลังรูปภาพโดยไม่จำเป็น หากพบแอปที่ขอสิทธิ์เกินความจำเป็นให้ปิดการเข้าถึงหรือลบแอปนั้นออกทันที
  • ติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อความปลอดภัย: สำหรับผู้ใช้งานระบบ Android ควรพิจารณาติดตั้งแอปพลิเคชันสแกนไวรัสที่น่าเชื่อถือ เพื่อช่วยตรวจจับและบล็อกไฟล์อันตราย เว็บไซต์เสี่ยง หรือ Spy Apps ได้แบบเรียลไทม์

แม้ว่าปัญหาโทรศัพท์โดนแฮกจะน่ากลัวและเข้าใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที แต่เราเองก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้เพียงแค่หมั่นสังเกตความผิดปกติของสมาร์ทโฟน ไม่เผลอกดลิงก์เสี่ยง และมีสติในการรับมือทันทีเมื่อเกิดปัญหา เพียงเท่านี้ก็เพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญและเงินในบัญชีของคุณให้ปลอดภัยจากผู้ไม่หวังดีได้อย่างแน่นอนค่ะ

Similar Posts